ต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกผ้าและเครื่องนุ่งห่มไทยคงได้ยินข่าวที่ทำให้ปวดหัวไม่น้อย: ค่าขนส่งตู้ 40 ฟุตจากเอเชียมายังแอฟริกาเหนือพุ่งไปถึง 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลของสายเรือ CMA CGM ที่ประกาศอัตรา FAK ใหม่ในเดือนมกราคม 2026 เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากช่วงต้นปี 2025
ไม่ใช่แค่เส้นทางแอฟริกาเท่านั้น เส้นทางเอเชีย-ยุโรปเหนือก็ปรับขึ้น: ค่า FAK สำหรับตู้ 20 ฟุตอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์ ตู้ 40 ฟุต 3,600 ดอลลาร์ พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมช่วงเร่งด่วน (PSS) อีก 250 ดอลลาร์ต่อ TEU ตั้งแต่ปลายธันวาคม 2025 ตามประกาศของ CMA CGM และ Hapag-Lloyd
บรรดาผู้ประกอบการส่งออกผ้าที่ใช้เงื่อนไข CIF รู้สึกถึงแรงกดดันโดยตรง แต่แม้แต่ผู้ที่ใช้ FOB ก็ไม่ได้สบายนัก เพราะต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำลังซื้อของลูกค้า และทำให้การต่อรองราคายากขึ้นไปอีก
ทำไมค่าขนส่งถึงพุ่งสูงขึ้น? ไม่ใช่แค่สงครามในตะวันออกกลาง
หลายคนคิดว่าสาเหตุหลักคือวิกฤตทะเลแดงที่ทำให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะทาง 10-15 วันต่อเที่ยว และค่าน้ำมันอีก 200,000-300,000 ดอลลาร์ต่อเที่ยวเตี๋ยว แต่ความจริงมีปัจจัยซ้อนกันหลายชั้น
1. กำลังการผลิตเรือที่ลดลงอย่างมีโครงสร้าง- วิกฤตทะเลแดงทำให้เรือต้องอ้อม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ลดลงประมาณ 20% กำลังการผลิตทั่วโลกลดลง 6-7% โดยประมาณ
- คลองปานามายังเผชิญปัญหาภัยแล้ง ทำให้จำนวนเรือที่ผ่านได้ต่อวันลดลงเกือบ 40% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ
- สายเรือ 10 อันดับแรกของโลกควบคุมกำลังการผลิต 84% ของตลาด (ที่มา: ข้อมูลอุตสาหกรรม) ทำให้พวกเขามีอำนาจในการปรับราคามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ยกเลิกเที่ยวบิน (blank sailing) สูงถึง 15% ของเส้นทางระยะไกล
- การที่สายเรือรวมหัวลดกำลังการผลิตเพื่อรักษาระดับราคา ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังเกิดขึ้นรุนแรงขึ้นในปี 2025-2026
- ช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมของทุกปี ความต้องการขนส่งสินค้าไปยังเอเชียและยุโรปจะเพิ่มขึ้น 12-15% ตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรม สายเรือบางรายจึงเคลื่อนย้ายกำลังการผลิตจากเส้นทางระยะไกลมาให้บริการเส้นทางใกล้ ทำให้ตู้ในเส้นทางระยะไกลขาดแคลน
ผลกระทบต่อผู้ส่งออกผ้า: กำไรที่ถูกบีบจากสองทาง
สมมติว่าคุณส่งออกผ้าฝ้ายผสมฟังก์ชันไปยังลูกค้าในยุโรป ด้วยราคา FOB ที่ 5 ดอลลาร์ต่อเมตร เมื่อค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 500 ดอลลาร์ต่อตู้ ลูกค้าที่ซื้อแบบ CIF จะต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าคุณขายแบบ FOB ลูกค้าอาจกดราคาซื้อลงเพื่อชดเชยค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
การศึกษาของสำนักวิจัยตลาดซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ (SHFE) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปี 2026 แสดงให้เห็นว่าเมื่อค่าขนส่งผันผวนในช่วง ±600 ดอลลาร์ต่อ FEU กำไรต่อตู้ของบริษัทส่งออกอาจลดลงถึง 62.5% เมื่อราคาขนส่งเพิ่มขึ้น 500 ดอลลาร์ และอาจขาดทุนเมื่อลดลง 500 ดอลลาร์ เนื่องจากอัตราการผิดสัญญาของลูกค้าเพิ่มขึ้น
นี่คือการบีบจากสองทาง: ต้นทุนสูงขึ้น และรายได้อาจลดลงหากลูกค้าหายหรือต่อรองราคา
3 กลยุทธ์รับมือที่ใช้ได้จริง: ตั้งแต่ระดับพื้นฐานถึงขั้นสูง
ไม่มีทางออกเดียวที่ใช้ได้ทุกบริษัท แต่ละธุรกิจต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับขนาดและความเสี่ยงของตัวเอง
1. เปลี่ยนเงื่อนไขการค้า — ย้ายความเสี่ยงค่าขนส่งไปให้ลูกค้า
วิธีที่ง่ายที่สุด คือการเปลี่ยนจาก CIF เป็น FOB หรือ EXW ทำให้ค่าขนส่งและความเสี่ยงในการขนส่งตกเป็นของลูกค้า แต่ก็แลกมาด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะคู่แข่งอาจเสนอ CIF เพื่อความสะดวก
อีกทางคือการเจรจาแยกค่าขนส่งออกจากราคาสินค้า โดยเสนอราคา FOB พร้อมค่าขนส่งแบบแปรผันตามตลาด ซึ่งยุติธรรมกว่าสำหรับทั้งสองฝ่าย
บริษัท汉泰纺织 (Hantai Textile) ของจีน ซึ่งส่งออกผ้าป่านออร์แกนิกและผ้าฝ้ายไปสหรัฐฯ เคยถูกถามถึงผลกระทบจากอัตราค่าขนส่งที่สูงขึ้น พวกเขาตอบว่าลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายค่าขนส่งเอง (FOB) ดังนั้นผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทจึงมีจำกัด แต่ก็ยอมรับว่าการที่ลูกค้ามีต้นทุนสูงขึ้นอาจทำให้ออเดอร์ลดลง
สิ่งที่พวกเขาทำคือเปลี่ยนไปเน้นตลาดในประเทศจีนซึ่งมีประชากร 1,400 ล้านคน และตลาดยุโรป ออสเตรเลีย เพื่อกระจายความเสี่ยง
2. กระจายตลาด — อย่าพึ่งพาตลาดเดียว
เมื่อค่าขนส่งไปยังสหรัฐฯ สูงขึ้น แถมยังมีภาษีนำเข้าที่เคยสูงถึง 145% (ก่อนจะลดลงตามข้อตกลงชั่วคราวปี 2026) การหันไปหาตลาดอื่นจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด
จากข้อมูล COMTRADE ปี 2024 การส่งออกผ้าของจีนไปยังสหภาพยุโรปมีมูลค่า 70,500 ล้านดอลลาร์ในหมวดเครื่องนุ่งห่ม (HS 61-62) ขณะที่ไปสหรัฐฯ 100,800 ล้านดอลลาร์ หากคุณเป็นผู้ส่งออกผ้าไปสหรัฐฯ คุณอาจลองเพิ่มสัดส่วนไปยังตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง หรือแอฟริกา ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง (แอฟริกาโต 22.7% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)
รับข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ในกล่องจดหมายของคุณ
หนึ่งอีเมลต่อสัปดาห์ ไม่มีสแปม
นอกจากนี้ การส่งออกไปยังละตินอเมริกาก็เพิ่มขึ้น 4.3% ไปยังรัสเซียเพิ่มขึ้นถึง 49.1% แสดงให้เห็นว่ามีตลาดที่กำลังเติบโตอีกมาก
อ่านเพิ่มเติม: เปรียบเทียบต้นทุนนำเข้าผ้าฝ้ายผสมฟังก์ชันจากจีน เวียดนาม และตุรกี3. ใช้เครื่องมือทางการเงิน — ป้องกันความเสี่ยงด้านค่าขนส่ง
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่งออกสม่ำเสมอเดือนละหลายร้อยตู้ การใช้ฟิวเจอร์สค่าขนส่ง (Freight Futures) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (FFA) สามารถช่วยล็อกราคาล่วงหน้าได้
การศึกษาของ SHFE ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่ส่งออกเดือนละ 600 ตู้ มีความเสี่ยงเฉลี่ย 760,000 ดอลลาร์เมื่อค่าขนส่งผันผวน 30% โดยมีความเสี่ยงสูงสุดประมาณ 1.53 ล้านดอลลาร์ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
การใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ แต่ต้องแลกกับค่าธรรมเนียมและความซับซ้อนในการบริหาร ปัจจุบันตลาดฟิวเจอร์สค่าขนส่งมีสภาพคล่องมากขึ้น โดยเฉพาะสัญญาเส้นทางยุโรป (EC Index) ที่ซื้อขายบน SHFE และ Singapore Exchange
สำหรับ SMEs ที่ไม่สามารถเข้าถึงตลาดฟิวเจอร์ส วิธีที่ง่ายกว่าคือการเจรจาสัญญาระยะยาวกับสายเรือโดยตรง ซึ่งอาจได้อัตราค่าระวางคงที่ 6-12 เดือน โดยส่วนลดจากอัตราสปอตประมาณ 20-30%
อย่าลืม 'ต้นทุนแฝง' อื่นๆ ที่มาพร้อมค่าขนส่ง
ค่าขนส่งที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่กำไรจากการขาย แต่ยังกระทบต่อ
- ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า: ฝ้ายจากสหรัฐฯ ที่ผ่านการทำสงครามภาษี 165% ต้องหันไปนำเข้าจากบราซิล ออสเตรเลีย หรือแอฟริกา ซึ่งค่าขนส่งอาจต่างกัน
- ต้นทุนการผลิต: เส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ที่พึ่งพาน้ำมันดิบ (ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ในปี 2026) ก็มีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนผ้าเพิ่มขึ้น
- ความล่าช้าในการส่งมอบ: การยกเลิกเที่ยวเรือทำให้รอบการผลิตต้องขยายออกไป หากคุณส่งออกผ้าตามออเดอร์ของแบรนด์แฟชั่น ความล่าช้า 2-3 สัปดาห์อาจทำให้เสียค่าปรับหรือเสียลูกค้า
สรุป: ปรับระยะสั้น เปลี่ยนระยะกลาง ลงทุนระยะยาว
ไม่มีใครคาดเดาทิศทางค่าขนส่งได้แม่นยำ แต่วิธีที่ฉลาดที่สุดคือการเตรียมพร้อมในหลายระดับ:
- ระยะสั้น (1-3 เดือน): เปลี่ยนเงื่อนไขการค้าเป็น FOB หรือ EXW สำหรับลูกค้าใหม่ เจรจาแยกค่าขนส่งออกจากราคาสินค้า
- ระยะกลาง (6-12 เดือน): กระจายตลาดไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือละตินอเมริกา ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯเพียงแห่งเดียว
- ระยะยาว (1-3 ปี): พิจารณาตั้งฐานการผลิตหรือคลังสินค้าในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือเม็กซิโก เพื่อลดระยะทางขนส่งและหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี
บริษัท汉泰纺织เองก็กำลังมองหาการตั้งโรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อรักษาคำสั่งซื้อจากลูกค้าอเมริกา นี่คือแนวโน้มที่ผู้ส่งออกผ้าไทยควรจับตา
หากคุณต้องการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพผ้าก่อนส่งออก อ่านคู่มือการอ่านรายงานทดสอบผ้าสำหรับมือใหม่ได้ที่นี่






