สัปดาห์ที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนที่ทำโรงงานตัดเย็บในพระประแดง เขาได้ออเดอร์เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายผสมจากสหรัฐฯ จำนวน 5,000 ตัว ออเดอร์เข้าเดือนพฤษภาคม ต้นทุนรวมแล้วยังมีกำไรอยู่บ้าง แต่พอถึงเวลาต้องส่งมอบ – ตู้ 40 ฟุตที่เคยจองไว้เดือนเมษา ราคา 3,500 ดอลลาร์ กลับกลายเป็น 5,500 ดอลลาร์ เขาแทบช็อก เพราะเมื่อรวมค่าแรง วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น กำไรทั้งออเดอร์หายวับไปกับตา ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่มันคือคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้ามาในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยและทั่วโลก
เลขอะไรบ้างที่บอกว่า ‘แย่จริง’
ดัชนี SCFI (Shanghai Containerised Freight Index) ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ขาออกจากเซี่ยงไฮ้ ขึ้นบันทึกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม อยู่ที่ 3,326.87 จุด เพิ่มขึ้น 2.69% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และนี่คือการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 10 สัปดาห์แล้ว ตั้งแต่จุดต่ำสุดในปีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ 1,875 จุด ขึ้นมารวม 77.4%
ตัวเลขนี้พูดภาษาคนว่า – ค่าส่งออกสินค้าหนึ่งตู้ปัจจุบันแพงขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับต้นปี สายเรือหลักอย่าง Maersk เรียกเก็บ PSS (Peak Season Surcharge) บนเส้นทางยุโรปเพิ่ม 1,000 ดอลลาร์ต่อตู้ 40 ฟุตตั้งแต่ 1 กรกฎาคม CMA CGM ปรับ PSS เส้นทางอเมริกาเกือบเท่าตัว บางท่าเรือแอฟริกาเหนือ ค่า 40 ฟุตสูงเกิน 13,000 ดอลลาร์แล้ว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษเรื่องคาร์บอนและเชื้อเพลิง
สี่แรงขับที่ซัดให้ค่าระวางถีบตัวสูง
ผู้บริหารบริษัทโลจิสติกส์หลายรายวิเคราะห์ตรงกันว่า แรงขับที่ทำให้ค่าระวางพุ่งมีสี่ปัจจัยหลักที่มาพร้อมกันพอดี:
- ดีมานด์เร่งก่อนภาษี – มาตรการภาษีสหรัฐฯ ครั้งใหม่จะมีผลบังคับ 24 กรกฎาคม 2026 ผู้นำเข้าต่างรีบสั่งของและเร่งส่งออกก่อนเส้นตาย ทำให้ความต้องการระวางเรือเพิ่มขึ้นพรวดเดียว
- กำลังผลิตบรรทุกหายไป 15-20% – ความขัดแย้งในทะเลแดงยังไม่จบ เรือขนส่งต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แอฟริกาใต้ เพิ่มระยะทาง 7-14 วันต่อเที่ยว ส่งผลให้เรือที่เคยวนกลับมาใช้ซ้ำในรอบเดิมช้าลง กำลังการผลิตบรรทุกที่มีผล (effective capacity) ลดลง 15-20% ตามที่วิเคราะห์ในรายงานของ Shanghai Shipping Exchange – UPS Supply Chain Solutions ก็ยืนยันว่าการเปลี่ยนเส้นทางนี้ทำให้กำลังการผลิตทั่วโลกลดลง 9%
- คลองปานามายังจำกัด – ภาวะแห้งแล้งทำให้คลองปานามาจำกัดจำนวนเรือที่ผ่านได้ การจราจรติดขัดแถมค่าธรรมเนียมสูงขึ้น
- สายเรือรวมหัวลดเที่ยว – กลุ่มพันธมิตรเดินเรือ (2M, Ocean Alliance, THE Alliance) ยังคงควบคุมเที่ยวบินและลดจำนวนเที่ยว (blank sailing) เพื่อรักษาระดับราคา แม้คำสั่งซื้อสูง การเพิ่มตู้เรือใหม่ปีนี้มีเพียง 3.7-4.5% ไม่พอ
ตัวเลขจาก UPS Supply Chain Solutions บอกชัดเจน: ต้นปี 2024 ดัชนี Drewry ชี้ว่ากำลังการผลิตตู้คอนเทนเนอร์ที่ว่างทั่วโลกเหลือน้อยมาก และอัตราการใช้กำลังการผลิตในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเกิน 100% แล้ว
แต่เดี๋ยวก่อน – สัญญาณเริ่มอ่อนกำลัง?
การเพิ่มขึ้น 2.69% ในสัปดาห์ล่าสุดของ SCFI เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าช่วงก่อนที่เพิ่มทีละ 6-12% นี่อาจบ่งชี้ว่าแรงซื้อเร่งก่อนภาษีค่อย ๆ หมดลง ประกอบกับสิ้นสุดฤดูกาล Amazon Prime Day และเรือเริ่มเติมกำลังการผลิตบางส่วน ผู้จัดการบริษัทเดินเรืออย่างคุณหลี่ เสี่ยวเฟิง (深圳博达捷运物流) คาดว่าค่าระวางจะเริ่มทรงตัวหรือปรับลงเล็กน้อยในเดือนสิงหาคม มาอยู่ในกรอบ 2,800-3,100 จุด – แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงเมษาเกือบเท่าตัว
ผลกระทบที่แรงพอจะทำให้ออเดอร์ผ้าขาดทุน
สำหรับผู้ส่งออกสิ่งทอ โดยเฉพาะผ้าฝ้ายผสม ผ้าทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ต้นทุนค่าระวางที่เพิ่มขึ้น 1,000-2,000 ดอลลาร์ต่อตู้ เทียบกับกำไรต่อตู้เดิมที่ SMEs ได้แค่ประมาณ 200 ดอลลาร์ (จากรายงาน深圳商报) ตัวเลขพูดตรง ๆ ว่า – ถ้าคุณมีออเดอร์ที่คำนวณต้นทุนตอนค่าระวางต่ำ คุณจะติดลบ
ผ้าที่มีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ เช่น ผ้าฝ้ายทอธรรมดา ผ้าป๊อปลิน ผ้าลินินเบา จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะสัดส่วนค่าระวางต่อมูลค่าสินค้าสูง ส่วนสินค้าพรีเมียมอย่างผ้าไหมหรือผ้าสักหลาดขนแพะยังพอรับได้ แต่อย่าลืมว่าลูกค้าก็อาจขอปรับราคา
รับข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ในกล่องจดหมายของคุณ
หนึ่งอีเมลต่อสัปดาห์ ไม่มีสแปม
กลยุทธ์รับมือแบบคนขายผ้าตัวจริง
- จองตู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ – UPS แนะนำให้ส่งคำขอจองตู้ (booking) ก่อนวันวางเรือ 4-6 สัปดาห์ โดยเฉพาะเส้นทางอเมริกาและยุโรป อย่ารอให้ถึงสัปดาห์สุดท้ายแล้วเจอค่าเรือเหาะ
- ใช้เรือช้า (Slow Steaming) แทนเรือด่วน – ถ้าคุณไม่รีบ สามารถเลือกเรือเดินช้าที่ใช้เวลา 30-40 วัน แทน 20-25 วัน ค่าระวางถูกกว่า 15-25% ผู้ประกอบการหลายรายเปลี่ยนมาใช้ตัวเลือกนี้เพื่อลดต้นทุน
- กระจายไปยังคลังสินค้าต่างประเทศ – ส่งสินค้าจำนวนมากไปยังคลังในสหรัฐฯ หรือยุโรปก่อนถึงพีคซีซั่น แล้วค่อยทยอยจ่ายให้ลูกค้าตามออเดอร์ แม้จะต้องเสียค่าจัดเก็บและค่าภาษีล่วงหน้า แต่ช่วยล็อคค่าระวางตอนที่ยังไม่แพง
- ปรับเงื่อนไขการค้า (Incoterms) – ถ้าเคยขายแบบ FOB (ผู้ซื้อจ่ายค่าระวาง) ก็โอเค แต่ถ้าขาย CIF หรือ DDP คุณต้องเจอต้นทุนบานปลาย ลองเจรจากับลูกค้าให้เปลี่ยนเป็น FOB หรือขอเพิ่มส่วนแบ่งค่าระวาง (surcharge sharing) โดยอ้างอิงดัชนี SCFI
- ติดตามข่าวภาษีและนโยบายสหรัฐฯ – การลดภาษีจีน-สหรัฐฯ ที่ประกาศหลังการประชุมกัวลาลัมเปอร์เดือนพฤษภาคม 2026 อาจเปิดช่องให้ค่าระวางคลายตัวบ้างถ้าความตึงเครียดลดลง แต่ก็ต้องระวังการกลับมาในช่วงเลือกตั้ง

แล้วซัพพลายเชนรุ่นใหม่จะเป็นยังไง?
เหตุการณ์ค่าระวางปี 2021-2022 และรอบนี้ซ้ำรอย – ความเปราะบางของซัพพลายเชนสิ่งทอถูกเปิดโปงอีกครั้ง ผู้ส่งออกที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องผ้าอย่างเดียว แต่ต้องเก่งเรื่องโลจิสติกส์ด้วย การสร้างความยืดหยุ่น (resilience) หมายถึงการมีแผนสำรองหลายทาง เช่น เส้นทางเดินเรือสำรอง คลังสินค้ากระจายในต่างประเทศ หรือสต็อกสินค้าล่วงหน้า
ข้อคิดสำคัญ: ค่าระวางที่พุ่งสูงในปี 2026 นี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว – ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างความขัดแย้งทะเลแดง การควบคุมกำลังการผลิตของสายเรือ และการปรับนโยบายภาษีสหรัฐฯ จะทำให้ราคายังสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ถ้าคุณเป็นผู้ส่งออกผ้า ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำต้นทุนโลจิสติกส์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตั้งราคาและการวางแผนผลิต ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระที่ต้องแบกเอาตอนท้าย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อนคนนั้นของผมตัดสินใจบอกลูกค้าว่า “ขอเลื่อนส่ง 2 อาทิตย์ พร้อมแถมส่วนลดค่าระวางให้ 5% เพราะไม่งั้นขายขาดทุน” ลูกค้าเข้าใจ และออเดอร์ก็ไม่สูญเสียไป ความยืดหยุ่นและความโปร่งใสในวิกฤตคือสิ่งที่คู่ค้าตลาดฝรั่งให้คุณค่ามากที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าระวางจะลดลงเมื่อไหร่?
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าช่วงปลายกรกฎาคมถึงสิงหาคม SCFI จะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2,800-3,100 จุด ขึ้นอยู่กับความต้องการเร่งส่งก่อนภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ทะเลแดง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตมาก
ธุรกิจผ้าขนาดเล็กควรทำอย่างไร?
ควรเจรจากับลูกค้าให้ปรับ Incoterms เป็น FOB หรือขอแชร์ส่วนเพิ่มของค่าระวาง โดยใช้ข้อมูล SCFI เป็นหลักฐานอ้างอิง รวมถึงพิจารณาส่งแบบเรือช้าและใช้บริการคลังสินค้าต่างประเทศ (Fulfillment) แทนการส่งตรง
การส่งออกผ้าไปสหรัฐฯ ยังน่าสนใจไหม?
ยังน่าสนใจถ้าคุณมีสินค้าที่มีมูลค่าสูง (เช่น ผ้าฝ้ายอินทรีย์ ผ้าฟังก์ชัน) หรือสามารถจับตลาดเฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของภาษีและค่าระวางทำให้คุณต้องกันกำไรเผื่อไว้มากขึ้น



