คุณกำลังสับสนกับค่าที่เขียนบนป้ายผ้าอยู่หรือเปล่า?
เมื่อคุณไปซื้อเสื้อกันฝนหรือเสื้อปีนเขา คุณอาจเห็นตัวเลขเช่น "10,000mm" หรือ "UPF 50+" แต่รู้หรือไม่ว่าค่าเหล่านี้วัดมาอย่างไร? มาตรฐานแบบไหนที่ใช้? และที่สำคัญ — ตัวเลขสูงๆ หมายถึงผ้าดีเสมอไปไหม? บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างให้เข้าใจแบบตรงไปตรงมา เริ่มตั้งแต่ความหมายของการทดสอบหลักๆ ไปจนถึงข้อควรระวังสำหรับนักออกแบบ ผู้จัดซื้อ และแบรนด์ที่ต้องการเลือกผ้าฟังก์ชันนอลอย่างมืออาชีพ
1. การทดสอบกันน้ำ (Water Resistance)
1.1 การวัดแรงดันน้ำ (Hydrostatic Head Test)
การทดสอบวัดค่ากันน้ำที่สำคัญที่สุดคือ Hydrostatic Head Test โดยมีมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ISO 811:2018, GB/T 4744-2013 (จีน) และ AATCC 127 (อเมริกา) หลักการคือการอัดน้ำด้วยแรงดันลงบนผ้าจนกระทั่งน้ำซึมผ่าน หน่วยวัดเป็น mmH₂O (มิลลิเมตรน้ำ) — ยิ่งค่าสูงเท่าไหร่ ผ้ายิ่งกันน้ำได้ดีเท่านั้น
| ช่วงค่า (mmH₂O) | ระดับ | การใช้งานที่เหมาะสม |
|---|---|---|
| < 5,000 | กันฝนปรอยพื้นฐาน | ฝนเล็กน้อย ไม่สามารถอ้างว่า "กันน้ำ" ได้ |
| 5,000 – 10,000 | กันน้ำระดับกลาง | เสื้อคลุมเดินเมือง ใส่ทำงาน |
| 10,000 – 20,000 | กันน้ำระดับมืออาชีพ | ปีนเขา เล่นสกี เดินป่า |
| > 20,000 | กันน้ำระดับเอ็กซ์ตรีม | ปีนเขาสูง ล่องเรือทะเล |
1.2 การทดสอบผิวกันน้ำ (Spray Test / Water Repellency)
อีกหนึ่งการทดสอบที่ใช้บ่อยคือ Spray Test ตามมาตรฐาน AATCC 22 หรือ ISO 4920 ซึ่งเป็นการจำลองการถูกฝนสาด โดยวัดว่าเม็ดน้ำกลิ้งออกจากผิวผ้าหรือซึมเข้า เกณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับเสื้อกันฝนทั่วไปคือคะแนนไม่ต่ำกว่า 90 (ระดับ 4) อย่างไรก็ตาม สเปรย์เทสต์วัดแค่การตกแต่งผิวชั้นนอก (DWR) ไม่ใช่ความสามารถกันน้ำของตัวผ้าเอง
ข้อควรรู้: DWR ไม่ใช่การกันน้ำ
DWR (Durable Water Repellent) คือการเคลือบผิวผ้าให้เม็ดน้ำเกล็ดเป็นลูกกลมๆ ไม่ให้ซึมเข้าผ้า แต่เมื่อ DWR เสื่อมสภาพ ผ้าอาจยังกันน้ำได้ (ถ้ามีเมมเบรน) แต่จะเปียกโชกเร็วขึ้นและระบายไอน้ำได้แย่ลง เพราะรูระบายถูกน้ำอุดตัน ดังนั้นการดูแลเสื้อกันฝนด้วยการรีดฟื้นฟู DWR เป็นประจำจึงสำคัญมาก
2. การทดสอบค่าการระบายความชื้น (Moisture Vapor Transmission Rate – MVTR)
ผ้ากันน้ำที่ดีไม่ใช่แค่ใส่น้ำไม่เข้า แต่ต้องระบายเหงื่อออกไปได้ด้วย ค่า MVTR หรือ Water Vapor Permeability มีหน่วยเป็น g/m²/24h (กรัมต่อตารางเมตรใน 24 ชั่วโมง) มาตรฐานที่พบบ่อยได้แก่ JIS L 1099 B1 (วิธีแคลเซียมคลอไรด์) และ ASTM E96 BW (วิธี inverted cup)
| ค่า MVTR (g/m²/24h) | ระดับ | การใช้งาน |
|---|---|---|
| < 5,000 | ระบายต่ำ | ใส่แล้วอับชื้น ไม่เหมาะกับกิจกรรม |
| 5,000 – 10,000 | พอใช้ได้ | เดินไปทำงาน ใส่ในเมือง |
| 10,000 – 20,000 | ดีสำหรับการออกกำลัง | เดินเขา ปั่นจักรยาน ใส่ออกกำลังกาย |
| > 20,000 | ยอดเยี่ยม | กิจกรรมหนัก วิ่งเทรล เล่นสกี |
3. การทดสอบป้องกันรังสี UV (UPF Testing)
มาตรฐานหลักคือ AS/NZS 4399 (ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์) และ GB/T 18830 (จีน) ค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) บอกถึงการกรอง UV ที่ผิวหนัง ตัวอย่างเช่น UPF 50 หมายถึงให้รังสี UV ผ่านได้เพียง 1/50 หรือ 2% เท่านั้น
| ค่า UPF | ระดับการป้องกัน | % UV ที่ทะลุผ่าน |
|---|---|---|
| UPF 15 – 24 | ดี | 6.7% – 4.2% |
| UPF 25 – 39 | ดีมาก | 4.0% – 2.6% |
| UPF 40 – 50+ | ยอดเยี่ยม | ≤ 2.5% |
ข้อควรรู้: UPF 50+ กับ UPF 100+ ต่างกันแค่ไม่ถึง 1% ของ UV ที่ทะลุผ่าน ผู้บริโภคแทบไม่รู้สึกแตกต่าง การอวดอ้าง UPF 100+ จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดมากกว่าประโยชน์จริง
4. การทดสอบการต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial Test)
ผ้าต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial / Antimicrobial) มีการทดสอบหลัก 2 แนวทาง:
- วิธี Qualitative (การทดสอบวงใส) ตามมาตรฐาน AATCC 147 (Parallel Streak Method) หรือ ISO 20645 ใช้เพื่อตรวจสอบว่าผ้ามีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียหรือไม่
- วิธี Quantitative (การนับจำนวนเชื้อ) ตาม AATCC 100, ISO 20743, JIS L 1902 หรือ GB/T 20944.2-2007 (Absorption Method) และ GB/T 20944.3-2008 (Shake Flask Method) วัดเป็นเปอร์เซ็นต์การลดลงของเชื้อ เกณฑ์อุตสาหกรรมขั้นต่ำคือ ≥ 95% สำหรับผ้าที่ไม่ได้ซัก และ ≥ 90% หลังซัก 5 ครั้ง
ข้อควรรู้: วิธี Absorption และ Shake Flask อาจให้ผลต่างกันกับผ้าชนิดเดียวกัน ดังนั้นต้องระบุวิธีการทดสอบที่ลูกค้าต้องการก่อนส่งห้องแล็บ
รับข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ในกล่องจดหมายของคุณ
หนึ่งอีเมลต่อสัปดาห์ ไม่มีสแปม
5. การทดสอบการทนไฟ (Flame Retardant – FR)
ผ้าทนไฟต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการใช้งานปลายทาง เช่น NFPA 701 (สหรัฐฯ) สำหรับผ้าม่าน, EN 11612 (ยุโรป) สำหรับชุดป้องกันความร้อน, และ GB 8965.1 (จีน) สำหรับชุดป้องกันไฟฟ้าอาร์ค เกณฑ์จะวัดอัตราการลามไฟ การเกิดรู และการติดไฟต่อเนื่อง แตกต่างกันไปตามประเภทของวัสดุ
6. เปรียบเทียบเทคโนโลยีฟังก์ชันนอลชั้นนำ (รวมถึง Gore-Tex)
| เทคโนโลยี | กันน้ำ (mmH₂O) | ระบาย (g/m²/24h) | ราคาโดยประมาณ | ความทนทานซัก |
|---|---|---|---|---|
| PU Coating | 3,000 – 8,000 | 1,000 – 3,000 | ต่ำมาก (ประหยัด) | ซัก 5 ครั้ง เสื่อม 50% |
| PU Microporous Membrane | 8,000 – 20,000 | 5,000 – 15,000 | ปานกลาง | ซัก 10 ครั้ง เสื่อม 30% |
| ePTFE Membrane (Gore-Tex) | > 28,000 | 12,000 – 25,000 | สูงมาก | ซัก 20 ครั้ง เสื่อม < 10% |
| TPU Membrane | 10,000 – 20,000 | 3,000 – 8,000 | ปานกลาง-สูง | ปานกลาง |
| Hydrophilic Membrane (Sympatex) | > 20,000 | 8,000 – 15,000 | สูง | ดี |
ข้อควรรู้: Gore-Tex ไม่ใช่ชื่อผ้า แต่เป็นชื่อเมมเบรน PTFE ที่ผลิตโดยบริษัท W.L. Gore & Associates ผ้าที่มี Gore-Tex จริงๆ คือผ้าที่นำเมมเบรนของ Gore ไปเคลือบ/ลามิเนตกับผ้าหน้าผ้าและซับใน (Composite Fabric) โดยบริษัทผู้ผลิตผ้าที่ได้รับอนุญาต เช่น Toray (ญี่ปุ่น) หรือ Formosa Taffeta (ไต้หวัน) การเรียก "ผ้า Gore-Tex" จึงไม่ถูกต้อง ควรเรียกว่า "ผ้าคอมโพสิท Gore-Tex"
7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common Misconceptions)
- "กันน้ำ 10,000mm ดีที่สุด" — ไม่เสมอไป ค่ากันน้ำที่สูงขึ้นมาพร้อมกับค่าการระบายที่ต่ำลง (Trade-off) เสื้อที่กันน้ำ 30,000mm เมื่อใส่เดินเล่นในเมืองจะรู้สึกอับชื้น เพราะระบบเมมเบรนที่แน่นมากเกินไป สำหรับการใช้งานทั่วไป 10,000mm ก็เพียงพอ
- "UPF 50 = ป้องกัน UV 100%" — UPF 50 ให้ UV ผ่าน 2% เท่านั้น ไม่ใช่ 0% การโฆษณา "ป้องกัน UV 100%" อาจผิดกฎหมายในหลายประเทศ
- "เสื้อกันฝนกันน้ำเพราะ DWR" — DWR ทำให้เม็ดน้ำกลิ้งลง แต่ผ้าจะกันน้ำได้จริงต้องมีเมมเบรนหรือสารเคลือบที่ป้องกันแรงดันน้ำ เมื่อ DWR หมด เสื้ออาจยังกันน้ำอยู่ถ้าเมมเบรนยังดี แต่จะเปียกเร็วขึ้นและระบายไอระเหยลดลง
- "ซักเสื้อกันฝนบ่อยๆ จะเสียคุณสมบัติ" — ความจริงแล้วการซักช่วยฟื้นฟู DWR เพราะขจัดคราบสกปรกที่อุดตันรูพรุน ควรใช้ผงซักฟอกสูตรอ่อนโยนและหลีกเลี่ยงน้ำยาปรับผ้านุ่ม
- "Gore-Tex Pro ทนทานกว่า Gore-Tex ปกติ" — ถูกต้องในแง่ของความแข็งแรงทนทานต่อการเสียดสี แต่ Gore-Tex Pro (3 layer) จะหยุ่นและแข็งกว่าปกติ ทำให้ใส่ลำบากหากไม่ใช่นักปีนเขาที่ต้องการความทนทานสูง
8. สรุป: เลือกผ้าฟังก์ชันนอลให้ถูกต้องตามการใช้งาน
การเลือกผ้าฟังก์ชันนอลไม่ใช่แค่ดูตัวเลขสูงๆ แต่ต้องเข้าใจสมดุลระหว่างคุณสมบัติต่างๆ กันน้ำกับระบายความชื้นเป็นของคู่กันที่ต้องหาจุดสมดุล การทดสอบต้องระบุมาตรฐานให้ชัด ไม่ควรเปรียบข้ามมาตรฐาน (เช่น ค่า MVTR จาก JIS L 1099 B1 กับ ASTM E96 BW ไม่เท่ากัน) และที่สำคัญ — อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆ เช่นการปิดผนึกตะเข็บ การเลือกซิปกันน้ำ และการเคลือบ DWR ที่มีอายุการใช้งาน นอกจากเกรดผ้าแล้ว รายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เสื้อกันฝนของคุณใช้งานได้จริง
หากคุณต้องการเรียนรู้เจาะลึกเรื่อง เทคโนโลยีเมมเบรนกันน้ำ Gore-Tex vs ePTFE vs PU หรือ วิธีการเลือกระบบทดสอบที่ถูกต้องสำหรับความต้องการของแบรนด์ สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา






