หลังจากที่อุตสาหกรรมสิ่งทอโลกซบเซาตั้งแต่ปลายปี 2022 จากกำลังซื้อที่หดตัวและสต็อกล้น ตอนนี้สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น ล่าสุดผู้ประกอบการในเวียดนาม อินเดีย และตุรกีรายงานว่าคำสั่งซื้อกลับมาเติมไลน์ผลิตอีกครั้ง ไทยเองก็เริ่มเห็นการสอบถามจากแบรนด์ดังที่ต้องการกระจายแหล่งผลิต คำถามคือ การฟื้นตัวนี้จะยั่งยืนแค่ไหน และผู้ผลิตไทยควรปรับตัวอย่างไร

ปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอโลก
การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว มีหลายแรงขับเคลื่อนที่ทำงานพร้อมกัน
1. การปรับลดคลังสินค้าของแบรนด์เสร็จสิ้น
แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำในสหรัฐฯ และยุโรปใช้เวลาประมาณสองปีในการลดสต็อกส่วนเกินที่สะสมจากช่วงโควิด ตั้งแต่กลางปี 2024 เป็นต้นมา การสั่งซื้อสินค้าใหม่กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขการส่งออกของจีนซึ่งในปี 2024 จีนส่งออกเสื้อผ้าถัก (HS 61) มูลค่า 85.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสื้อผ้าทอ (HS 62) อีก 67.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก UN COMTRADE) แม้จะยังไม่กลับไปเท่าปี 2021 แต่ถือว่าสูงกว่าช่วงขาลงในปี 2023 ชัดเจน
2. การย้ายฐานผลิตหนีภาษีและกระจายความเสี่ยง
นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ส่งผลให้คำสั่งซื้อจำนวนมากย้ายไปยังเวียดนาม อินเดีย บังกลาเทศ และตุรกี ตัวอย่างเช่น ตุรกีส่งออกสิ่งทอไปสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเท่าตัว ซึ่งเราได้วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ ปรากฏการณ์นี้ทำให้ประเทศเหล่านี้ขยายกำลังการผลิตและเกิดการจ้างงานมากขึ้น ขณะที่ไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากการที่แบรนด์ต้องการประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าบางประเทศเพื่อนบ้าน
3. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและกำลังซื้อฟื้นตัว
แม้ต้นปี 2026 ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวมดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การจ้างงานและรายได้ในประเทศพัฒนาแล้วยังทรงตัว ส่งผลให้ยอดค้าปลีกเสื้อผ้าในห้างดังอย่าง Walmart, Target เริ่มกลับมาเป็นบวก

ความท้าทายที่ผู้ผลิตไทยต้องเผชิญ
ถึงแม้จะมีโอกาส แต่เส้นทางข้างหน้าก็ไม่ง่าย ไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและคู่แข่งที่ aggressive กว่าเดิม
รับข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ในกล่องจดหมายของคุณ
หนึ่งอีเมลต่อสัปดาห์ ไม่มีสแปม
- ต้นทุนแรงงานสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าบังกลาเทศ เมียนมาร์ และกัมพูชาหลายเท่า แม้ Productivity จะดีกว่า แต่ส่วนต่างนี้ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าที่ใช้แรงงานมาก (เช่น เสื้อยืด กางเกงขายาวพื้นฐาน) ไหลไปยังประเทศเหล่านั้น
- ราคาวัตถุดิบผ้าเพิ่มขึ้น ราคาฝ้ายในตลาดโลกปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศแปรปรวน ส่วนเส้นใยสังเคราะห์ (PET) ก็แพงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผู้ผลิตไทยที่พึ่งพาการนำเข้าเส้นใยจากจีนหรืออินเดียจะถูกกดดันด้านต้นทุน
- ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนเข้มงวดขึ้น แบรนด์ใหญ่ในยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (เช่น EU Deforestation Regulation, Digital Product Passport) ผู้ผลิตไทยต้องมีใบรับรอง OEKO-TEX, GOTS, หรือ Bluesign ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด โรงงานที่ไม่มีจะถูกตัดออกจากซัพพลายเชนของแบรนด์ระดับพรีเมียม
ในเรื่องการทดสอบผ้า เราเคยแนะนำวิธีอ่านรายงานไว้แล้วใน รายงานทดสอบผ้า: มือใหม่ต้องดูอะไรก่อน? ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่าผ้าที่ซื้อเข้ามามีคุณภาพตรงตามข้อกำหนดของลูกค้า
กลยุทธ์รับมือของไทยในระยะสั้นและยาว
- ปรับไลน์ผลิตไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เช่น เสื้อผ้าเทคนิค (functional apparel), ชุดกีฬา, ชุดทำงานที่ต้องมีการออกแบบพิเศษ เน้นคุณภาพและบริการหลังการขาย มากกว่าการแข่งราคา
- ลงทุนในระบบการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) เพื่อลดของเสียและเพิ่มผลผลิต เช่น การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ การติดตามคุณภาพแบบ Real-time
- สร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในประเทศที่มีวัตถุดิบราคาถูกแต่ยังได้สิทธิพิเศษทางภาษี (เช่น กัมพูชา สปป.ลาว) เพื่อตั้งฐานผลิตบางส่วน ขณะที่คงการบริหารจัดการและ QC ไว้ที่ไทย
- เร่งขอใบรับรองด้านความยั่งยืนและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าตลาดบน
แนวโน้มสำคัญที่ต้องจับตาในปี 2026-2027
ทิศทางของอุตสาหกรรมสิ่งทอในอีก 12-24 เดือนข้างหน้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ยังไม่แน่นอน
- นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การเลือกตั้งปี 2028 แม้ระยะนี้จะมีการผ่อนปรนภาษีระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่หลังเลือกตั้งอาจเปลี่ยนไปอีก ผู้ผลิตไทยต้องมีแผนสำรองหากลูกค้าต้องการย้ายฐานกลับ
- การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซและ D2C แบรนด์ขนาดเล็กและกลางหันมาสั่งผลิตโดยตรงจากโรงงาน ต้องการความรวดเร็วและ MOQ ต่ำ โรงงานที่ปรับตัวรับออเดอร์เล็กล็อตได้จะได้เปรียบ
- เทคโนโลยีผ้าอัจฉริยะและการนำกลับมาใช้ใหม่ การพัฒนาวัสดุชีวภาพและการรีไซเคิลแบบ Closed-loop เริ่มมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เช่น การรีไซเคิลผ้าผสมโดยใช้เอนไซม์ การผลิตเส้นใยจากขยะสิ่งทอในประเทศ
โดยสรุป อุตสาหกรรมสิ่งทอโลกกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว แต่ไม่ใช่การกลับไปเหมือนเดิม ผู้ผลิตไทยต้องปรับตัวให้เร็วและเลือกตำแหน่งทางการแข่งขันที่เหมาะกับจุดแข็งของตนเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอ
การฟื้นตัวครั้งนี้จะคงอยู่นานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับนโยบายการค้าและอัตราเงินเฟ้อ จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แนวโน้มขาขึ้นน่าจะดำเนินต่อไปจนถึงอย่างน้อยปลายปี 2027 เว้นแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง
ไทยควรแข่งขันกับเวียดนามและบังกลาเทศอย่างไร?
ไทยไม่ควรแข่งราคาล่าง ควรมุ่งเน้นตลาดระดับกลางถึงบน ให้บริการที่ครบวงจร มีความยืดหยุ่นสูง และมีระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม
ต้องลงทุนในเทคโนโลยีอะไรบ้างเพื่อรับมือกับแนวโน้มนี้?
ระบบ ERP สำหรับติดตามต้นทุนและเวลาการผลิต, เครื่องจักรอัตโนมัติในกระบวนการตัดเย็บและตรวจสอบ, และซอฟต์แวร์การจัดการซัพพลายเชนที่เชื่อมต่อกับลูกค้าแบบ Real-time
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในไทยจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันหรือไม่?
กระทบโดยตรงในกลุ่มสินค้า commodity หากโรงงานไทยไม่เพิ่มผลิตภาพผ่านระบบอัตโนมัติและการฝึกอบรมพนักงาน ไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า



