เมื่อเช้าวันที่ 5 กรกฎาคม 2026 ราคาโพลีเอสเตอร์ฟิลาเมนต์ในตลาดจีนพุ่งแตะ 9,300 หยวนต่อตัน หลังจากหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้อยู่ที่ 7,180 หยวนต่อตัน ราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ในเวลาไม่ถึง 30 วัน เบื้องหลังคือความขัดแย้งที่ลุกลามในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 30% ของโลก วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังสั่นคลอนห่วงโซ่อุปทานสิ่งทอทั้งระบบ ตั้งแต่เม็ดพลาสติก PTA ไปจนถึงผ้าสำเร็จรูปที่คุณกำลังนั่งอยู่นี้

จากน้ำมันสู่เส้นใย: กลไกการส่งผ่านราคาที่ไม่ใช่แค่เส้นตรง
หลายคนเข้าใจผิดว่าวิกฤตฮอร์มุซกระทบสิ่งทอโดยตรงผ่านราคาน้ำมัน แต่จริงๆ แล้วมันซับซ้อนกว่านั้นมาก น้ำมันดิบ → พาราไซลีน (PX) → กรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA) → โพลีเอสเตอร์ (PET) → เส้นด้าย/ผ้า เมื่อใดก็ตามที่เส้นทางขนส่งน้ำมันถูกปิดกั้น ราคาพาราไซลีนจะพุ่งตามทันที เพราะ PX กว่า 50% ของโลกผลิตในเอเชียตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขนส่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลจากสมาคมสิ่งทอจีน (CNTAC) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 อุตสาหกรรม PTA ในจีนเข้าสู่ช่วงซ่อมบำรุงรวมศูนย์ โดยผู้ผลิตรายใหญ่ปิดหรือลดกำลังการผลิตรวมกว่า 2,200 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของประเทศ ส่งผลให้อัตราการเดินเครื่อง PTA เหลือเพียง 68–70% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี
ผลกระทบต่อเนื่อง: วัตถุดิบโพลีเอสเตอร์ขาดแคลน ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 10% ในเดือนเดียว ผู้ค้าในตลาดเคอเฉียว (Keqiao) ระบุว่าเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์บางรุ่นขาดตลาดเพราะผู้ผลิตไม่สามารถผลิตได้ทันตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
ตัวเลขที่บอกความจริง: ราคาขึ้นเท่าไหร่ ใครได้ใครเสีย
| ประเภทวัตถุดิบ | ราคาก่อนวิกฤต (มี.ค. 2026) | ราคาหลังวิกฤต (ก.ค. 2026) | % เปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|
| โพลีเอสเตอร์ฟิลาเมนต์ (POY 150D) | 7,180 หยวน/ตัน | 9,300 หยวน/ตัน | +29.5% |
| โพลีเอสเตอร์สเตเปิลไฟเบอร์ | 6,500 หยวน/ตัน | 7,200 หยวน/ตัน | +10.8% |
| ไนลอน 6 (70D) | 18,000 หยวน/ตัน | 19,200 หยวน/ตัน | +6.7% |
| PTA | 5,400 หยวน/ตัน | 6,100 หยวน/ตัน | +13.0% |
สำหรับผู้ซื้อผ้า ราคาที่เพิ่มขึ้น 30% ในหนึ่งเดือนหมายถึงต้นทุนผ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 10–15% สำหรับผ้าที่มีส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือความไม่แน่นอน เพราะราคาเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์ และบางครั้งเกรดเฉพาะ (เช่น เส้นใยไนลอนชนิดพิเศษ) กลับไม่มีสินค้าให้ซื้อเลย
เคสจริงจากตลาดเคอเฉียวและอี้หวู่: เมื่อคำสั่งซื้อไม่สามารถจัดส่งได้
รายงานจากสื่อสิ่งทอจีน (แหล่งข่าว 21jingji เม.ย. 2026) อ้างถึงคุณหม่า จื่ออี้ ผู้ค้าในตลาดเคอเฉียว เธอเล่าว่า สัญญาที่ลงนามก่อนปีใหม่จีน (ก.พ. 2026) ถูกกำหนดราคาไว้ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันเกือบ 30% แต่ทางบริษัทต้องรับภาระขาดทุนเองเพราะไม่สามารถบอกเลิกสัญญาหรือขอเพิ่มราคาจากลูกค้าได้ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการสิ่งทอ ผู้ผลิตส่วนใหญ่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้ซื้อรายใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อตลาดเคยซบเซามาก่อน
ในทางกลับกัน คุณหยาง เว่ย ผู้จัดการทั่วไปของ Zhejiang Golden Cicada Home Textile (ผู้ผลิตผ้าม่านและผ้าตกแต่ง) เปิดเผยว่าทางบริษัทยังไม่ปรับราคาขายส่งถึงลูกค้า แต่ใช้วิธีบริหารสต็อกล่วงหน้า ปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ และเร่งวิจัยพัฒนาผ้าที่มีความแตกต่างมากขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา
ที่น่าสนใจคือคำให้สัมภาษณ์ของคุณโหลว เฉียวผิง ผู้ค้าในตลาดอี้หวู่ (Yiwu) ซึ่งเป็นศูนย์กลางสินค้าสำเร็จรูป เธอกล่าวว่า เสื้อกันแดดที่ลูกค้าสั่งทำมีสัดส่วนไนลอนสูงกว่า 85% ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นบวกกับการขาดแคลน ทำให้โรงงานต้นน้ำหลายแห่งไม่สามารถจัดหาสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ครบ ส่งผลให้คำสั่งซื้อปลายทางล่าช้าหรือต้องลดจำนวน

รับข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ในกล่องจดหมายของคุณ
หนึ่งอีเมลต่อสัปดาห์ ไม่มีสแปม
สายการผลิตที่ต้องหยุด: ต้นทุนที่แท้จริงคือการไม่ได้ผลิต
เมื่อราคาวัตถุดิบพุ่งสูง แต่ราคาผ้าสำเร็จรูปไม่สามารถปรับขึ้นตาม (เพราะลูกค้าต่อรองหนัก หรือสัญญาระยะยาวล็อกราคาไว้) ทางเลือกของโรงทอคือลดกำลังการผลิตหรือหยุดเครื่องจักรชั่วคราว ข้อมูลจากเว็บไซต์อุตสาหกรรม Shuodao.com (เม.ย. 2026) ระบุว่าอัตราการเดินเครื่องของโรงทอตัวอย่างในเขตซูโจวและเจ้อเจียงลดลงเหลือ 62.1% ลดลงจากระดับปกติที่ 70–75% โรงงานหลายแห่งเลือกหยุดเครื่องวันละ 8–12 ชั่วโมงเพื่อรอดูสถานการณ์
การหยุดเครื่องไม่ใช่การประหยัด เพราะเครื่องจักรที่เดินเครื่องไม่เต็มกำลังมีต้นทุนคงที่เหมือนเดิม ทั้งค่าแรง ค่าเสื่อม และค่าไฟ (ถึงจะลดลงบ้าง) ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคำสั่งซื้อเก่าต้องส่งมอบแต่ไม่มีวัตถุดิบ โรงงานก็ต้องซื้อวัตถุดิบในราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งสูงกว่าต้นทุนที่คำนวณไว้ ทำให้แต่ละออเดอร์ขาดทุน ยังไม่รวมค่าปรับกรณีส่งมอบล่าช้า
นโยบายและแนวโน้ม: ผลกระทบระยะยาวที่ผู้ซื้อต้องจับตา
ผลกระทบจากวิกฤตฮอร์มุซจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน? ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคาดว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันจะยังคงสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปี 2026 ทำให้ต้นทุนพาราไซลีนและ PTA ยังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ แนวโน้มสำคัญคือ:
- การพึ่งพาโพลีเอสเตอร์ในระดับสูงจะกลายเป็นความเสี่ยง — ขณะนี้โพลีเอสเตอร์ครองสัดส่วนกว่า 50% ของการผลิตเส้นใยโลก หากวิกฤตวัตถุดิบยืดเยื้อ แบรนด์และผู้ผลิตจะหันไปใช้เส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยรีไซเคิลเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับต้นทุนที่สูงขึ้นหรือคุณสมบัติที่ต่างออกไป
- กำลังการผลิต PTA ในประเทศจีนกำลังถูกท้าทาย — แม้จีนจะมีกำลังการผลิต PTA มากที่สุดในโลก แต่การปิดซ่อมรวมศูนย์บวกกับการขนส่งวัตถุดิบจากตะวันออกกลางที่ติดขัด ทำให้เกิดการขาดแคลนชั่วคราว การกระจายแหล่งนำเข้า PX (เช่นจากสหรัฐอเมริกา) อาจเป็นทางออก แต่ราคาจะสูงกว่า
- การปรับตัวของโรงงานทอผ้า — โรงงานที่มีความสามารถในการเปลี่ยนวัตถุดิบ (เช่น ปรับจากโพลีเอสเตอร์เป็นไนลอนหรือเรยอน) จะมีความได้เปรียบกว่าที่ต้องพึ่งพาโพลีเอสเตอร์ชนิดเดียว ส่วนโรงงานที่เน้นผลิตผ้าราคาถูกปริมาณมากจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ซัพพลายเออร์ที่ไม่ปรับตัวจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง — แต่ผู้ซื้อก็ต้องปรับเช่นกัน
สำหรับผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและเจ้าของแบรนด์ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์แต่ละราย:
- ซัพพลายเออร์รายนี้มีความยืดหยุ่นแค่ไหน? พวกเขามีสต็อกวัตถุดิบสำรองกี่เดือน? มีแหล่งวัตถุดิบสำรองหรือไม่?
- โครงสร้างราคาสัญญา สัญญาของคุณมีกลไกปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบหรือไม่? ถ้าไม่มี คุณอาจต้องแบกรับภาระทั้งหมด
- ความสามารถในการส่งมอบ ในช่วงที่วัตถุดิบขาดแคลน โรงงานที่คุณใช้อยู่สามารถจัดหาสินค้าได้ทันหรือไม่? ควรมีซัพพลายเออร์สำรอง 2–3 ราย
เกี่ยวกับหัวข้อนี้เราได้เขียนรายละเอียดไว้ใน เปรียบเทียบต้นทุนนำเข้าผ้าฝ้ายผสมฟังก์ชันจากจีน เวียดนาม และตุรกี: ข้อกำหนดและกำไรที่แท้จริง ซึ่งช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของต้นทุนที่แท้จริงเมื่อต้องเลือกแหล่งผลิตในสภาวะตลาดผันผวน
กลับมาที่ประเด็นหลัก: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียง“คลื่นลูกใหญ่” ที่ซัดเข้ามาแล้วซาลง มันกำลังเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความต้องการเส้นใยสังเคราะห์ที่ยังคงเพิ่มขึ้น และการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในระยะยาว ทำให้ตลาดผ้าในอีก 2–3 ปีข้างหน้าจะแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ผู้ผลิตที่สามารถบริหารความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ได้เร็วจะอยู่รอด ในขณะที่ผู้ซื้อที่ใส่ใจเฉพาะราคาต่ำสุดอาจต้องเผชิญกับปัญหา supply disruption ซ้ำแล้วซ้ำเล่า






